แก้วมังกร (Dragon Fruit)

แก้วมังกร

แก้วมังกรมีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกากลาง และเข้ามาแพร่หลายในประเทศไทยเมื่อไม่กี่สิบปีมานี้ แก้วมังกรเป็นพืชไม้เลื้อย จัดอยู่ในสกุลเดียวกับกระบองเพชร เจริญเติมโตได้ดีในพื้นที่แห้งแล้ง ผลกลมรี เปลือกผลเป็นแผ่นอวบน้ำ ดึงลอกออกจากเนื้อได้ง่าย มีกลีบเลี้ยงเป็นริ้วติดอยู่รอบเปลือกผล มองดูแปลกตาคล้ายดวงแก้วในรูปเขียนจีน ผลดิบเปลือกสีเขียว ผลสุกมีทั้งพันธุ์เปลือกสีแดง แต่กลีบเลี้ยงยังคงเป็นสีเขียว ภายในเนื้อของแก้วมังกรจะมีเมล็ดเล็ก ๆ สีดำคล้ายเมล็ดงากระจายอยู่หนาแน่น

ข้อมูลของกองโภชนาการกรมอนามัยระบุว่า แก้วมังกร 1 ผล (น้ำหนัก 100 กรัม) จะให้พลังงาน 66 กิโลแคลอรี โปรตีน 1.4 กรัม คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม แคลเซียม 9 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม วิตามินซี 7 มิลลิกรัม และเส้นใยอาหาร 2.6 กรัม โดยวิตามินซีในแก้วมังกรจะช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ต้านอนุมูลอิสระ และช่วยให้ผิวพรรณชุ่มชื้น แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่เหมาะกับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีแคลอรีต่ำ มีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยให้ลูกสึกอิ่มนาน และมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล แก้อาการท้องผูก ป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ แก้วมังกรยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือด ของผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดไม่ต้องพึ่งอินซูลินด้วย

หากใครกินแก้วมังกรพันธุ์เนื้อสีแดงแล้วขับถ่ายออกมาเป็นสีแดงก็ไม่ต้องวิตกกังวล เพราะสีดังกล่าวเกิดจากรงควัตถุชื่อว่า เบตาเลน (BETALAIN) ที่ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย แถวยังช่วยป้องกันความเสียหายของเส้นเลือด ที่อาจเกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ทั้งยังสามารถสกัดไปใช้เป็นสีผสมอาหารได้ ส่วนเมล็ดสีดำเล็ก ๆ ในเนื้อแก้วมังกรนั้น มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ หาได้เป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งดังข่าวลือ

เมื่อกินผลแก้วมังกรก็เพียงแค่ล้างให้สะอาด ตัดขั้วที่หัวและท้ายผลออกจนเห็นเนื้อ หั่นออกเป็นชิ้นหรือเป็นแว่นหนา ๆ แล้วจึงลอกเปลือกออก หรือผ่าครึ่งแล้วใช้ช้อนตักกินเลยก็ได้ หากนำไปแช่เย็นก่อนกิน ก็จะยิ่งเพิ่มความเย็นชื่นใจ ดับกระหายได้เป็นอย่างดี

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง