อ้อยแดง

ชื่อวงศ์ : GRAMINEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Saccharum sinense Roxb.

ชื่อสามัญ : Sugar cane

ชื่อพื้นเมืองอื่น : กะที (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; อ้อย (ทั่วไป) ; อ้อยขม, อ้อยแดง, อ้อยดำ (ภาคกลาง) ; อำโป (เขมร)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้จำพวกหญ้าหรือกก (G) ลักษณะล้มลุกขึ้นเป็นก่อ แทงหน่อออกทางด้านข้างของต้นเดิม ลำต้นเป็นปล้อง ๆ ผิวนอกแข็งสีแดงเป็นมัน เนื้อในสีขาวฉ่ำน้ำ มีรสหวาน ตามข้อมีตาพร้อมที่จะเป็นต้นใหม่ ตามข้อแต่ละข้อมักมีรากอากาศประปราย

ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปใบหอกแคบ ๆ ปลายใบเรียวแหลม โคนใบจะเป็นกาบหุ้มลำต้นติดแน่นอยู่บริเวณข้อแต่ละข้อ และออกสลับเวียนกันขึ้นไป เนื้อใบมีขนสาก ขอบใบจักถี่เป็นหนามคม เส้นกลางใบใหญ่ มีกระดูกก้านและห่อเป็นรูปรางน้ำ อ้อยแดงมีหลายพันธุ์ เช่น ชนิดใบเขียว กาบเขียวอ่อน ชนิดใบม่วงปลายมีสีเขียวอมม่วง กาบใบสีม่วงแดง และชนิดเปลือกต้นเหลืองอมแดงมีตาสีแดงเข้ม

ดอก ออกดอกรวมกันเป็นช่อใหญ่ยาว ออกที่ปลายสุดของลำต้น ดอกมีสีขาว จะออกดอกเมื่อต้นแก่เต็มที่ ก้านช่อดอกไม่มีขน มีเมล็ดแหลมมาก รอบโคนเมล็ดจะมีปุยสีขาวเป็นมันหุ้มและปุยนี้จะช่วยพยุงให้เมล็ดปลิวไปได้ไกล ๆ ออกดอกในฤดูหนาว

นิเวศวิทยา

นิยมปลูกตามสวนและบริเวณบ้านเรือน ชอบอากาศอบอุ่นและร้อนชื้น น้ำไม่ท่วมขัง และการระบายน้ำดี

การปลูกและขยายพันธุ์

เป็นพืชที่ชอบดินร่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมาก ๆ น้ำไม่ท่วม และชอบแสงแดดมาก ขยายพันธุ์ด้วยการใช้หน่อจากเหง้าหรือตัดลำต้นมาชำ ไม่นิยมขยายพันธุ์จากเมล็ด

ประโยชน์ทางยา

รสและสรรพคุณในตำรายา

ราก รสหวานจืด ใช้รักษาอาการไอเสมหะขึ้นคอ ท้องขึ้น ไส้ใหญ่แตกพิการ วิงเวียนหน้ามืด ตาลาย เจ็บหลัง เจ็บเอว หาวเรอ

ทั้งต้น รสขมหวาน แก้ไอ แก้ปัสสาวะพิการ แก้ขัดเบา แก้ช้ำรั่ว แก้โรคนิ่ว

ลำต้น รสขมหวาน แก้ร้อนในกระหายน้ำ ทำให้ชุ่มชื่นในลำคอ แก้ไข้ตัวร้อน แก้พิษตานซาง บำรุงธาตุน้ำ

เปลือก รสขมหวาน ใช้สำหรับภายนอกโดยการเผาให้เป็นเถ้าแล้วบดเป็นผงให้ละเอียด ใช้ทารักษาโรคปากเป็นแผลเนื่องจากขาดธาตุอาหาร แผลบวมเป็นตุ่มและแผลกดทับ

ตาอ้อย รสขมหวาน แก้พิษตานซาง แก้ตัวร้อน

น้ำอ้อย รสหวาน รักษาโรคนิ่ว บำรุงหัวใจ ทำให้ชุ่มชื่นในลำคอ แก้เสมหะ บำรุงกระเพาะ

วิธีและปริมาณที่ใช้

  • แก้อาการขัดเบาหรือระบบทางเดินปัสสาวะ โดยใช้ลำต้นสด 1 กำมือ ซึ่งลำต้นสดหนักประมาณ 70-90 กรัม หรือลำต้นแห้งหนักประมาณ 30-40 กรัม นำมาหั่นเป็นชิ้นแล้วนำมาต้มกับน้ำ 1 ลิตร กรองเอาน้ำดื่มครั้งละ 1 ถ้วยชา หรือ 75 มิลลิลิตร วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร

ข้อควรระวัง

  • ถ้ารับประทานในปริมาณที่มากและบ่อยเกินไป จะทำให้มีเสมหะมาก
กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง