ละมุด (Sapodilla Plum)

ละมุด

ละมุด ผลรูปไข่ยาวรีหรือกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 เซนติเมตร เปลือกบางสีน้ำตาลแดง เมล็ดยาวเรียวมีเปลือกแข็งหุ้มสีดำเป็นมันอยู่ผลละ 2-6 เมล็ด มีชื่อเต็ม ๆ ว่า “ละมุดฝรั่ง” ส่วน “ละมุดไทย” หรือ “ละมุดสีดา” จะมีขนาดเล็กกว่า เปลือกเป็นมันเงา เมื่อสุกมีสีส้มอมแดง เนื้อนุ่ม รสหวาน แต่เนื้อน้อยและรสชาติไม่ดีเท่าละมุดฝรั่ง จึงไม่ค่อยเป็นที่รู้จักและนับเป็นพันธุ์ไม้หายากในปัจจุบัน

ในละมุดฝรั่งจะมียางสีขาว ซึ่งในยางสีขาวประกอบไปด้วยสารสารแทนนินชนิดโพรแอนโทไซยานิดิน (Proanthocyanidin) เป็นสารที่สามารถต้านอนุมูลอิสระได้ และมีจำนวนมากในผลดิบละมุดฝรั่ง มีฤทธิ์ฝาดสมาน แต่เมื่อละมุดสุกจะไม่มียาง เนื้อจะนิ่มและสีน้ำตาลเข้ม ๆ อมแดง และมีรสชาติซึ่งเป็นที่หลงไหลของใครหลาย ๆ คน รสชาติเมื่อสุกจะหวานและหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ภายในละมุดหนึ่งผลประกอบด้วยเส้นใยอาหารและเป็นเส้นใยอาหารชนิดที่ไม่ละลายน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งดีสำหรับผู้ที่ชอบมีอาการท้องผูกและยังสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่

สารอาหารต่าง ๆ ที่จะได้รับจากการกินละมุดก็ยังมีวิตามินเอ วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโซเดียมที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน รวมถึงผิวพรรณได้ แต่ละมุดก็มีปริมาณน้ำตาลค่อนข้างสูง คนที่กังวลเรื่องน้ำหนักและปริมาณน้ำตาลในเลือด จึงไม่ควรกินมาก ส่วนลำต้นของละมุดสามารถนำมาต้มกินเป็นยาแก้ท้องเสียหรือโรคบิด ยางสีขาวจากลำต้นยังใช้ทำไชเคิลกัม (Chicle Gum) หรือชูวิงกัม (Chewing Gum) ที่เคยนำมาใช้ในอุตสาหกรรมผลิตหมากฝรั่ง แต่ปัจจุบันเปลี่ยนไปใช้สารโพลีเมอร์สังเคราะห์ ซึ่งต้นทุนถูกกว่าแทน

คนไทยมักกินละมุดโดยการปอกเปลือกแล้วผ่าครึ่งหรือหั่นเป็นเสี้ยวพอดีคำ แต่ชาวต่างชาติจะกินเหมือนกินกีวีคือผ่าครึ่งแล้วใช้ช้อนตักโดยไม่ปอกเปลือก แต่ถึงแม้จะกินด้วยวิธีไหนก็อร่อยได้รสหวานหอมชื่นใจเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งละมุดแช่เย็น ส่วนใครที่ชอบกินละมุดแบบเนื้อหวานกรอบ ก็ให้เลือกผลที่แก่จัดมาแช่ในน้ำปูนใส 2-3 ชั่วโมง แล้วผึ่งให้แห้ง ก่อนนำไปบ่มให้สุก

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง