มะไฟ (Rambai)

มะไฟ

หากใครผ่านตลาดช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม คงได้เห็นสีเหลืองสดใสของมะไฟสุก วางเรียงรายกันอยู่บนแผงผลไม้ มะไฟออกผลเป็นพวงระย้า มีเมล็ดผลละ 1-2 เมล็ด เนื้อหุ้มเมล็ดสีขาวขุ่น ฟู นุ่ม ฉ่ำน้ำ รสเปรี้ยวอมหวาน มะไฟพันธุ์ที่นิยมปลูกกันก็เช่น พันธุ์เหรียญทองที่ให้ผลขนาดใหญ่ พันธุ์ไข่เต่ามีเนื้อในสีชมพูอมม่วง พันธุ์ข้าวเหนียวดำที่มีรสหวานหอม

ผลอ่อนของมะไฟมีรสเปรี้ยวใช้กินเป็นผัก เช่น ใส่ในแกงคั่วหรือแกงส้ม ทางภาคใต้นิยมกินเป็นผักเหนาะ เรียกกันว่า “ส้มไฟอ่อน” ส่วนมะไฟสุกมักกินเป็นผลไม้สดหรือทำน้ำมะไฟ ไม่นิยมนำไปแปรรูป เพราะมีเนื้อน้อย การกินมะไฟจะช่วยให้ร่างกายได้รับโพแทสเซียม ที่มีบทบาทในการควบคุมการเต้นของหัวใจและความคุมความดันโลหิต แมกนีเซียมที่จำเป็นต่อกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกายวิตามินซีที่ใช้ในการสังเคราะห์คอลลาเจน ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้ผิวหนัง กระดูก และข้อต่อต่าง ๆ แข็งแรง นอกจากนี้มะไฟยังมีแคลเซียมและคาร์โบไฮเดรตอีกเล็กน้อย

ส่วนต่าง ๆ ของมะไฟก็มีสรรพคุณทางยาคือ ผลเป็นยาช่วยละลายเสมหะ ช่วยย่อยอาหาร แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ใบใช้แก้ไอ แก้พิษฝี เป็นยาถ่ายพยาธิ ขับปัสสาวะ รากทั้งสดและแห้งเป็นยาแก้พิษตานซาง ผิวหนังอักเสบ บรรเทาไข้ที่มีอาการปวดข้อเข่าและผื่นคันคล้ายลมพิษ

ผลไม้ในสกุลเดียวกับมะไฟนั้นมีอีกหลายชนิด ซึ่งส่วนใหญ่จะพบได้ในจังหวัดทางภาคใต้ของไทย เช่น ละไมที่ขั้วผลมีกลีบครอบและเนื้อสีชมพู มะไฟป่าเปลือกสีแดงสดเนื้อเปรี้ยว ลังแขหรือลำแขรสหอมหวาน เปลือกหนา ผลสุกมีสีน้ำตาล เนื้อเยอะ และขนาดของผลใหญ่กว่ามะไฟมาก เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-6 เซนติเมตร แต่ปัจจุบันผลไม้พื้นถิ่นเหล่านี้มีเหลืออยู่น้อยและหาดูได้ยากแล้ว

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง