มะระจีน (Bitter Melon)

ผลกลมยาว ผิวตะปุ่มตะป่ำของมะระจีน หรือเรียกสั้น ๆ ว่า มะระ เด็ก ๆ หรือแม้กระทั่งผู้ใหญ่บางคนมักจะเมินหน้าหนี ด้วยรสขมนำ จนยากที่คนไม่ชอบจะฝืนกลืนลงได้ ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้มะระจึงนิยมกินกันเพียงเฉพาะแค่ในแถบเอเชีย เช่น ไทย จีน อินเดีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย

รสขมของมะระเกิดจากสารโมมอร์ดิซิน (Momordicin) ซึ่งเป็นสารอัลคาลอยด์ที่ดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน เนื่องจากช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยออกฤทธิ์คล้ายสารอินซูลิน จึงมีคำแนะนำว่าให้ผู้ป่วยเบาหวานดื่มน้ำมะระคั้นสด 4 ช้อนโต๊ะ วันละ 3 ครั้ง มะระจีนยังมีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร โดยกระตุ้นกระเพาะอาหารให้หลั่งน้ำย่อย ช่วยให้เจริญอาหาร ขับพยาธิ แก้ร้อนใน แก้กระหายน้ำ และเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย

ในด้านโภชนาการ มะระ 100 กรัมจะให้แคลเซียม 21 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 32 มิลลิกรัม วิตามินซี 85 มิลลิกรัม และวิตามินเอ 1225 หน่วยสากล ด้วยประโยชน์นานัปการเช่นนี้ มะระจึงเป็นผักที่หลายคนกินเป็นประจำ โดยนำมาผัดกับไข่ ต้มกระดูกหมู ต้มน้ำซุป แกงคั่ว หรือกินสดเคียงขนมจีน น้ำพริก จนเหมือนไม่รู้สึกว่าขมแต่ข้อควรระวังคือ เมื่อมะระสุก ผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแดง เนื้อเละ ซึ่งไม่ควรกินเพราะมีสารซาโปนิน ที่ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน แต่ก็สามารถขูดเนื้อมาใช้แต้มสิว เพื่อลดอาการอักเสบได้

หากไม่อยากกินมะระที่ขมมากนัก ควรเริ่มตั้งแต่การเลือกซื้อ คือเลือกผลที่มีสีเขียวอ่อน อวบ และมีลายห่าง ๆ เพราะจะขมน้อยกว่าผลที่มีสีเขียวเข้มและลายถี่ และก่อนนำมะระไปปรุงอาหาร ให้ผ่าแล้วเอาเมล็ดและไส้ในออกจนหมด จากนั้นหั่นแล้วนำไปแช่น้ำเกลือสักพัก จะช่วยให้มะระลดความขมลงได้

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง