บานบุรี

บานบุรี

ชื่อวงศ์ : APOCYNACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Allamanda cathartica L.

ชื่อสามัญ : Golden trumpet

ชื่อพื้นเมืองอื่น : บานบุรีเหลือง (ภาคกลาง)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้เถา (ExC) ลักษณะเป็นพุ่มกึ่งเลื้อย ลำต้นกลม เป็นข้อ ไม่มีขน สูงประมาณ 2-4 เมตร ทั้งต้นมีน้ำยางสีขาว

ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ๆ หรือออกรอบข้อ 3-6 ใบ ลักษณะใบรูปขอบขนานหรือรูปขอบขนานแกมรูปหอก กว้าง 2-5 ซม. ยาว 6-15 ซม. ปลายใบแหลมเป็นติ่ง โคนใบสอบเป็นมุมยื่นลงไปที่ก้านใบ แผ่นใบเป็นรูปไข่กลับ ขอบใบเรียบด้านบนเป็นมัน มีเส้นใบ 6-12 คู่ ก้านใบยาว 2-9 ซม. ด้านบนก้านใบเป็นร่อง

ดอก ออกเป็นช่อที่ยอดหรือที่ปลายกิ่ง กลีบรองกลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะกลีบดอกจะเป็นรูปขอบขนานหรือรูปหอกมีความกว้างประมาณ 3 มม.และยาวประมาณ 16 มม. กลีบดอกสีเหลือง ส่วนโคนจะเชื่อมติดกันเป็นท่อรูปกรวยหรือรูประฆัง ยาว 2-6 ซม. ปลายมี 5 กลีบ ดอกตูมกลีบดอกจะบิดไปในทางเดียวกัน

เกสร เกสรตัวผู้จะมีอยู่ประมาณ 5 อัน ติดอยู่ด้านในใกล้โคนท่อดอก ส่วนเกสรตัวเมียนั้นจะมีช่องเดียว ภายในจะมีรังไข่อ่อนเป็นจำนวนมาก ก้านเกสรนั้นและมีขน ส่วนอับเรณูจะมีลักษณะเป็นรูปหัวลูกศร

นิเวศวิทยา

มีถิ่นกำเนิดอยู่ในบราซิล และอเมริกาเขตร้อน พันธุ์ไม้นี้จะมีอยู่หลายชนิด แต่ละชนิดนั้น จะมีสีของดอกไม่เหมือนกัน นิยมปลูกเป็นไม้ประดับทั่วไป

การปลูกและขยายพันธุ์

เป็นไม้กลางแจ้ง ปลูกง่าย อยู่ได้ทั้งในที่ร่มรำไรและที่แดดจัด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยหรือดินทั่ว ๆ ไป ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำหรือการตอนกิ่ง

ประโยชน์ทางยา

รสและสรรพคุณในตำรายา

เปลือกและยาง รสเมาร้อน ใช้น้อย ๆ เป็นยาถ่าย ขับน้ำดี

ใบ รสเมาร้อน ใช้เป็นยาถ่าย รักษาอาการจุดเสียด และทำให้อาเจียน

ข้อควรทราบ

  • บานบุรีถ้าใช้มาก ๆ จะเป็นพิษ ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ทุก ๆ ส่วนของต้นบานบุรีเหลือง ถ้านำมาใช้มาก ๆ จะเป็นยาถ่ายอย่างแรง และทำให้อาเจียนได้
กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง