ตำลึง (Ivy Gourd)

ตำลึง

ตำลึงเป็นไม้เถาเลื้อย ตามข้อมีมือจับเส้นเล็ก ๆ เพื่อใช้ยึดเกาะใบมีรูปร่าง 5 เหลี่ยม เนื้อใบเรียบ ใบอ่อนเป็นมันเงา ตำลึงเป็นผักที่หาได้ง่าย เพราะขยายพันธุ์ได้จากการที่นกกินผลตำลึงเข้าไปแล้วขับถ่ายเมล็ดออกมา โดยจะเจริญเติบโตได้ดีและแตกยอดมากในช่วงฤดูฝน

ยอดและใบอ่อนตำลึง มักเก็บมาลวกจิ้มน้ำพริก ผัดน้ำมัน ใส่ในแกงจืดหรือแกงเลียง เมื่อปรุงสุกยอดและใบอ่อนจะมีรสหวานและเนื้อนุ่ม ในตำลึง 100 กรัม มีสารอาหารหลากหลายชนิด เช่น แคลเซียม 126 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 30 มิลลิกรัม ธาตุเหล็ก 4.6 มิลลิกรัม เบตาแคโรทีน 699.88 ไมโครกรัม ไนอะซินหรือวิตามินบี 3, 1.2 มิลลิกรัม วิตามินซี 34 มิลลิกรัม และมีเส้นใยอาหาร 1 กรัม

ใบตำลึงที่เรานำมากินเป็นอาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นตำลึงตัวเมีย ส่วนตำลึงตัวผู้ เมื่อกินเข้าไปจะทำให้เกิดอาการท้องเสียอย่างรุนแรงจึงไม่ควรกิน แต่ตำลึงตัวผู้ก็มีฤทธิ์ทางยาสูงกว่าตำลึงตัวเมีย คนโบราณจึงมักใช้เป็นยา วิธีสังเกตความแตกต่างง่าย ๆ ก็คือ ใบตำลึงตัวผู้จะเว้าลึกถึงโคนใบ สรรพคุณทางยาของตำลึงก็คือ ช่วยดับพิษร้อน แก้ไข้ ลดระดับน้ำตาลในเลือดจึงดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน และใช้ตำพอกผิวหนังแก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อยหรือแก้เริม ดอกตำลึงใช้แก้คันผิวหนังได้ ส่วนรากก็ใช้เป็นยาแก้อาเจียนและลดไข้

ผลตำลึงรูปร่างกลมรีคล้ายแตงกวา ผลอ่อนสีเขียวมีลายสีขาวพาด เมื่อสุกผลเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ผลอ่อนตำลึงมักนำมาลวกจิ้มน้ำพริก แช่อิ่ม ทำแกงคั่ว หรือดองกินเป็นผัก โดยก่อนนำมาปรุงอาหารต้องขยำกับน้ำเกลือ เพื่อลดความขมและฝาด ผลตำลึงมีสรรพคุณแก้เจ็บลิ้น ลิ้นเป็นแผล และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ เช่นเดียวกับยอดและใบอ่อน

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง