คิวเทน สุดยอดสารอาหารต้านริ้วรอย

q10

โคเอนไซม์คิวเทน หรือคิวเทน เป็นโมเลกุลเล็ก ๆ ที่มีอยู่ในเซลล์ทุกส่วนของร่างกาย เนื่องจากร่างกายสามารถสังเคราะห์คิวเทนได้เองตามธรรมชาติ ทำหน้าที่ร่วมกับไมโทครอนเดรีย (mitochrondria) ผลิตพลังงานให้กับเซลล์โดยใช้อาหารที่เรารับประทานเข้าไป อีกด้านหนึ่งคิวเทนยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งมีปฏิกิริยาคล้ายกับวิตามินอี ช่วยป้องกันการถูกทำลายของเนื้อเยื่อและริ้วรอยแห่งวัย

แหล่งอาหารที่พบสารคิวเทน

คิวเทนสามารถหารับประทานได้จากอาหารที่เรารับประทาน พบมากในหัวใจวัว เครื่องในสัตว์ และพบปริมาณน้อยลดลงในเนื้อเยื่อสัตว์ ปลาทะเล ผักใบเขียว บร็อกโคลี กะหล่ำปลี ผักโขม ถั่วเหลือง ถั่วอัลฟัลฟา เป็นต้น ต้องได้รับปริมาณมากพอ จึงจะรักษาสมดุลการทำงานของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย

ปัจจุบันมีการสกัดคิวเทนที่ได้มาจากปลาทะเล แต่ตอนนี้มีเพาะเลี้ยงยีสต์เพื่อสกัดสารคิวเทนขึ้นมาโดยเฉพาะ ทำให้สารที่ได้สะอาดและปลอดภัยได้คุณค่าสูงสุด

ประโยชน์จากคิวเทนต่อสุขภาพ

โคเอนไซม์คิวเทนเป็นสารต่อต้านอนุมูลอิสระ สามารถชะลอความแก่ ลดความเสื่อมสภาพผิวและป้องกันผิวจากการถูกทำลายของแสงแดด เพิ่มจำนวนเซลล์ภูมิต้านทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้แก่ร่างกาย คิวเทนยังมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นในการทำงานของหัวใจดีขึ้น ผลงานวิจัยของมหาวิทยาลัยคิตาซาโต้แห่งญี่ปุ่น ทดลองให้ผู้ป่วยโรคหัวใจบริโภคคิวเทนจำนวน 30 มิลลิกรัมเป็นเวลา 2 เดือน พบว่าระบบการหายใจของผู้ป่วยดีขึ้น และลดอาการโรคหัวใจได้กว่าครึ่ง นอกจากนี้ยังนำมาใช้รักษาโรคเหงือกและฟันได้ โรคพาร์คกินสัน ไมเกรน ความดันโลหิตสูง เพิ่มจำนวนสเปิร์มเพศชาย

คิวเทนยังถูกนำมาผลิตในรูปแบบผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ครีมบำรุงผิวอีกด้วย เนื่องจากคิวเทนเป็นสารสกัดที่สามารถช่วยลดเลือนริ้วรอย ช่วยลดปัญหาผิวที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเซลล์ผิว เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำ คืนความเปล่งปลั่งให้ผิวพรรณ

วิธีการรับประทาน

คิวเทนหาซื้อได้ตามร้านขายยาและตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ มีจำหน่ายเป็นยาอัดเม็ดและแคปซูล ยังไม่มีการยืนยันที่แน่นอนว่าควรบริโภคปริมาณเท่าไร เพื่อความปลอดภัยควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ หรือจะเลือกรับประทานอาหารที่มีสารคิวเทนในปริมาณ 15-20 มิลลิกรัมต่อวัน หรือจะใช้แบบเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวทาภายนอก เพื่อลดริ้วรอย

ผลข้างเคียง

คิวเทนมีผลรายงานว่าปลอดภัยแก่ผู้บริโภค และไม่มีสารพิษ แต่ไม่ควรใช้ระยะติดต่อกันนาน ๆ และไม่ควรรับประทานเกิน 200 มิลลิกรัมต่อวัน เนื่องจากทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ ท้องเสีย ระคายเคืองบริเวณท้อง แต่พบในคนไข้แค่เพียง 1% เท่านั้น

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง