ข่า (Galangal) ประโยชน์และสรรพคุณ

ข่า (Galangal)

ข่า

ข่าเป็นไม้ล้มลุก มีลำต้นอยู่ใต้ดินหรือเรียกว่า “เหง้า” ลักษณะภายนอกเป็นข้อปล้อง ส่วนที่โผล่พ้นดินจะมีเพียงก้านและใบ ข่ามีรสเผ็ดปร่า แต่ไม่เผ็ดร้อนเท่าขิง เหง้าแก่เป็นส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ในเครื่องต้มยำ ต้มข่าไก่ และน้ำพริกต่าง ๆ ส่วนเหง้าอ่อนนำมากินสดหรือลวกกินเป็นผัก

ในข่า 100 กรัม มีฟอสฟอรัส 27 มิลลิกรัม ช่วยความเสี่ยงต่อภาวะกระดูพรุน มีวิตามินซี 22 มิลลิกรัม วิตามินซีนี้มีบทบาทสำคัญในกระบวนการสร้างคอลลาเจนในผิวหนัง และมีเส้นใยอาหาร 1.1 กรัม จึงดีต่อระบบขับถ่าย แต่ถึงประโยชน์จะมีมากมายก็ไม่ควรใส่ข่าในอาหารมากเกินไป เพราะจะทำให้มีรสปร่าจดหมดอร่อยได้

เหง้าข่ามีน้ำมันหอมระเหยอยู่ประมาณร้อยละ 1.5 ซึ่งประกอบด้วยสารสำคัญ เช่น ซินีออน (Cineol) การบูร (Camphor) เมทิลซินนาเมต (Methyl Cinnamate) และยูจีนอล (Eugenol) ที่นอกจากจะช่วยไล่ยุงและแมลงต่าง ๆ รวมถึงใช้ช่วยดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ในอาหารแล้ว ยังทำให้ข่ามีสรรพคุณช่วยแก้ปวดท้อง โดยยับยั้งเชื้อแบคทีเรียที่ก่ออาการจุกเสียดแน่นเฟ้อ ช่วยย่อยอาหาร ลดโอกาสเกิดแผลในกระเพาะอาหาร และยับยั้งเชื้อราที่เป็นสาเหตุของกลากเกลื้อน โดยนำมาตำผสมกับเหล้าขาวแล้วพอกผิวหนังทิ้งไว้ วิธีนี้ยังใช้แก้อาการลมพิษและผื่นคันได้ด้วย คนสมัยก่อนยังใช้ข่าเป็นยาขับน้ำคาวปลาในสตรีหลังคลอดบุตรและเป็นยาระบายอ่อน ๆ ด้วย

ข่าเป็นพืชที่ปลูกไม่ยากและไม่ต้องใช้สารกำจัดศัตรูพืช เพราะมีกลิ่นฉุนเป็นอาวุธอยู่ในตัว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมีตกค้าง เพียงแต่เมื่อนำมาใช้ ต้องล้างดินและสิ่งสกปรกที่เกาะอยู่ตามซอกให้หมด และนอกจากจะใช้ประโยชน์จากเหง้าข่าแล้ว ดอกข่าที่มักออกในฤดูฝนก็ใช้แก้กลากเกลื่อนได้ ส่วนผลข่าก็ช่วยย่อยอาหาร แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ และแก้คลื่นไส้อาเจียน

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง