ขี้เหล็ก (Thai Copper Pod)

ขี้เหล็ก

ขี้เหล็กเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีลำต้นขนาดใหญ่ มีความสูงได้ตั้งแต่ 5-15 เมตร ขี้เหล็กจะแตกยอดสีน้ำตาลอมเขียวและเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มเมื่อแก่ขึ้น ออกดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ในช่วงสั้น ๆ ปลายฤดูฝน ส่วนยอดอ่อนและใบเก็บกินได้ตลอดปี แต่จะแตกยอดมากเป็นพิเศษในช่วงปลายฤดูฝนเช่นกัน ขี้เหล็กจัดเป็นอาหารพื้นบ้านขนานแท้ของไทยที่นับวันจะมีคนกินเป็นน้อยลง เนื่องจากเป็นผักที่มีรสขมชื่อไม่น่ากินชนิดนี้กลับมีประโยชน์มากกว่าที่คิด

ทั้งดอกตูมและใบอ่อนมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เส้นใยอาหาร เบตาแโรทีน และมีวิตามินสูง โดยเฉพาะดอกขี้เหล็กถือว่ามีวิตามินสูงสุดในบรรดาผักพื้นบ้านไทย คือสูงถึง 484 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัมของส่วนที่กินได้ จึงนับเป็นผักที่ช่วยสร้างภูมิต้านทานป้องกันหวัดในหน้าฝนได้เป็นอย่างดี แต่น่าเสียดายที่ดอกและใบของขี้เหล็กมีรสขม ดังนั้นก่อนจะปรุงเป็นอาหารจึงมักต้องนำไปต้มและคั้นน้ำออกประมาณ 2-3 ครั้ง กระบวนการต้มนี้ทำให้วิตามินซีและวิตามินบีหลายชนิดในใบขี้เหล็กแทบไม่หลงเหลืออยู่ เคล็ดลับการต้มให้จืดเร็ว เพื่อสงวนคุณค่าสารอาหารไว้ คือให้ใส่ลูกมะแว้งต้นหรือมะเขือพวงลงไปในหม้อต้มขี้เหล็กขณะน้ำเดือด ต้มสักครู่แล้วรีบตักขี้เหล็กขึ้นล้างด้วยน้ำเย็น ก่อนนำไปปรุงอาหาร

ตามตำรายาไทย ใบขี้เหล็กมีสรรพคุณขับพิษไข้ ขับเสมหะ ขับปัสสาวะ บำรุงโลหิต และลดความดัน ด้านการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า ใบขี้เหล็กมีสารแอนทราควิโนน (Anthraquinones) ที่มีฤทธิ์ขับปัสสาวะและเป็นยาระบายอ่อน ๆ ส่วนใบอ่อนและดอกตูมมีสารแอนไฮโดรบาราคอล (Anhydrobarakol) ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ช่วยให้รู้สึกสงบ คลายเครียด และหลับง่ายขึ้น

สูตรยานอนหลับสบายจากขี้เหล็ก คือนำใบแห้งหรือดอกแห้ง 30 กรัม หรือถ้าใบอ่อนสดก็ใช้ 50 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ลิตร ให้เดือดนาน 15 นาที กรองเอาเฉพาะน้ำ ดื่มก่อนนอน หรือจะให้ง่ายกว่านั้นก็ไปซื้อหายาเม็ดสมุนไพรขี้เหล็กที่ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ได้ทั้งความสบายใจและเชื่อมั่นในความปลอดภัยกว่ายานอนหลับที่ผลิตจากสารสังเคราะห์

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง