กะเพรา (Holy Basil)

กะเพรา

กระเพราที่เราเห็นกันทั่วไปในบ้านเรามี 2 ชนิดคือ กะเพราขาวและกะเพราแดง ซึ่งเรียกตามสีของก้านใบและก้านดอก ชาวฮินดูในประเทศอินเดีย ถือว่ากะเพราเป็นพืชศักดิ์สิทธิ์ ใช้ประกอบอาหารในพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นที่มาของชื่อภาษาอังกฤษว่า Holy Basil และ Sacred Basil ส่วนชาวตะวันตกรู้จักกะเพราผ่านทางอาหารไทยหลายชนิด กะเพราจึงมีอีกชื่อว่า Thai Basil

ในแง่ของคุณค่าสารอาหาร ใบกะเพรา 100 กรัม มีเบตาแคโรทีนสูงถึง 7,857 ไมโครกรัม ซึ่งเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันการเสื่อมของสายตาก่อนวัยอันควร มีเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และนับว่ากะเพรามีวิตามินสูง โดยกะเพรา 100 กรัม มีวิตามินซี 22 มิลลิกรัม ถือว่ามากเป็นอันดับต้น ๆ ในบรรดาสมุนไพรวงศ์เดียวกัน

ใบกะเพรามีกลิ่นรสฉุนหอมพิเศษเฉพาะตัว เนื่องจากมีน้ำมันหอมระเหยซึ่งประกอบด้วย เมทิลชาวิคอล (Methyl Chavicol) ไลนาโลออล (Linalool) ยูจีนนอล (Eugenol) และแคมเฟอร์ มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย ยับยั้งการสังเคราะห์สารที่ทำให้เกิดการอักเสบ ต้านการเจริญเติบโตของเชื้อสิว Propionibacterium Acnes ลดการหลั่งกรดและป้องกันการถูกทำลายของเยื่อบุกระเพาะอาหาร ที่สำคัญคือมีฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด ซึ่งนักวิจัยแนะนำให้ใช้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานเล็กน้อยถึงปานกลาง

สรรพคุณโดดเด่นของกะเพราคือ ช่วยขับลม แน่นจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ เตรียมตัวยาง่าย ๆ ด้วยการใช้ใบสดหรือยอดอ่อนต้มในน้ำเดือด กรองเอาน้ำดื่ม หรือจะใช้ใบแห้งซงกับน้ำดื่มก็ได้ผลเช่นกัน สำหรับเด็กทารกให้ใช้ใบสดตำละเอียด คั้นน้ำ ผสมกับมหาหิงคุ์ ทารอบ ๆ สะดือและฝ่าเท้า หรือใช้น้ำต้มใบกระเพรา 2-3 หยด ผสมน้ำนมให้ทารกดื่มก็ได้ ตามตำรายาไทยนิยมเลือกใช้กะเพราแดง เพราะมีฤทธิ์แรงกว่ากะเพราขาว ในอินเดียจะเก็บกะเพราหลังผลิดอกครั้งแรกเพื่อให้มีสรรพคุณทางยาสูงสุด

กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซต์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง