ลำไส้คือ “สมองที่สอง” ของร่างกาย

หน้าแรก ฟอรั่ม กระทู้สาระ ลำไส้คือ “สมองที่สอง” ของร่างกาย

กระทู้นี้ประกอบด้วย 0 ข้อความตอบกลับ มี 1 เสียง และอัปเดตครั้งสุดท้ายโดย  Webmaster 1 ปี, 3 เดือน มาแล้ว

  • ผู้เขียน
    ข้อความ
  • #3256

    Webmaster
    Keymaster

    ลำไส้เป็นอวัยวะที่น่าอัศจรรย์ เพราะทำงานอย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากสมอง ยกตัวอย่างเช่น หากร่างกายได้รับอุบัติเหตุจนสมองตาย หรือไขสันหลังซึ่งทำหน้าที่รับคำสั่งจากสมองต่อไปอวัยวะอื่น ๆ ได้รับบาดเจ็บ ลำไส้ก็จะยังคงทำงานได้ตามปกติ แต่ถ้าสมองหยุดทำงานในช่วงเวลาสั้น ๆ เพียงไม่กี่นาทีหรือไม่กี่ชั่วโมง หัวใจและปอดก็จะหยุดทำงานตาม ทำให้เสียชีวิตนั่นหมายความว่า หัวใจและปอดทำงานโดยรับคำสั่งจากสมอง ต่างจากลำไส้ที่หากมีอุปกรณ์ช่วยชีวิต ทำให้เลือดไหลเวียนได้ตามปกติ แม้จะอยู่ในสภาพสมองตาย ลำไส้ก็จะยังคงทำหน้าที่ดูดซึมสารอาหารและขับของเสียได้

    ความเป็นเอกเทศนี้เอง ทำให้ลำไส้ถูกเรียกว่าเป็น “สมองที่สอง” หลังจากทำความเข้าใจการทำงานของลำไส้และใช้คำว่าสมองที่สอง ยิ่งทำให้รู้สึกถึงความลงตัวและอัศจรรย์ ยกตัวอย่างเช่น เมื่ออาหารที่มีสารอาหารหลายชนิด เช่น โปรตีน ไขมัน และคาร์โบไฮเดรตเข้าสู่ลำไส้พร้อมกัน ลำไส้จะคัดแยกสารอาหารเหล่านี้อย่างรวดเร็ว จากนั้นจะย่อยและดูดซึมสารอาหารส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ในขณะเดียวกันหากมีสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายเข้าสู่ลำไส้ ลำไส้ก็จะส่งข้อมูลไปยังระบบภูมิคุ้มกัน เป็นเหตุให้เกิดอาการท้องเสียเพื่อขับพิษออกจากร่างกาย การคัดแยกและตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นนี้แสดงให้เห็นว่า ลำไส้สามารถตัดสินและวิเคราะห์สถานการณ์ได้เองโดยไม่ต้องผ่านสมอง จากนั้นจึงสั่งการไปยังอวัยวะที่เกี่ยวข้องหรือระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย

    เมื่อไม่นานมานี้ ไมเคิล เกอร์ชอน นักประสาทชีววิทยาชาวอเมริกันได้เสนอรายงานผลการศึกษาที่พิสูจน์ว่าลำไส้คือสมองที่สอง เขาพบว่าภายในลำไส้มีเซโรโทนิน (serotonin) ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดเดียวกับในสมองอยู่มากถึงร้อยละ 95 ของปริมาณเซโรโทนินทั้งหมดในร่างกาย ผลพิสูจน์นี้ถูกระบุไว้ในหนังสือ The Second Brain: A Groundbreaking New Understanding of Nevous Disorders of the Stomach and Intestine

    วิวัฒนาการของมนุษย์น่าอัศจรรย์มาก บรรพบุรุษของเราเริ่มวิวัฒนาการมาจากสัตว์เซลล์เดียวอย่างอะมีบา จนกลายเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลัง สมองและลำไส้ต่างพัฒนาเป็นสมองที่มีความรู้สึกคนละส่วน อาจเป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ลำไส้มีความเฉลียวฉลาดกว่าหัวใจ แถมยังเต็มไปด้วยความรู้สึก ลำไส้เป็นเพียงอวัยวะเดียวที่สามารถตอบสนองได้โดยไม่ต้องรับคำสั่งจากสมองและไขสันหลัง

    ตารางเปรียบเทียบการทำงานของระบบประสาทซิมพาเทติกและพาราซิมพาเทติก

    ระบบประสาทอัตโนมัติแบ่งออกเป็น ระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำงานเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะตื่นเต้นดีใจ เช่น เมื่อรู้สึกกลัวหรือขณะออกกำลังกายหัวใจจะเต้นเร็ว ในทางกลับกัน ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกจะทำงานเมื่อร่างกายอยู่ในภาวะผ่อนคลาย เช่น ขณะพักผ่อนหรือนอนหลับ อุณหภูมิร่างกายจะสูงขึ้นเพราะเส้นเลือดฝอยขยายตัว

    จะเห็นว่าเมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงาน ความดันโลหิตจะสูงขึ้นอวัยวะต่าง ๆ จะถูกกระตุ้น มีเพียงกระเพาะและลำไส้เท่านั้นที่ลดการทำงานการที่เรามักง่วงหลังอาหารก็เป็นผลจากการทำงานของระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ที่กระตุ้นให้ระบบย่อยอาหารทำงานและยับยั้งอวัยวะอื่น ๆ นั่นเอง เท่ากับว่าอวัยวะต่าง ๆ จะถูกยับยั้งการทำงานด้วยสัญญาณจากสมองที่สองหรือลำไส้นั่นเอง

    ดอกเตอร์โทรุ อาโบะ นักวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนิอิงาตะของญี่ปุ่นพบว่า เมื่อระบบประสาทซิมพาเทติกทำงาน เม็ดเลือดขาวชนิดแกรนูโลไซต์ (granulocyte) จะถูกกระตุ้น แต่ถ้าระบบประสาทพาราซิมพาเทติกทำงาน เม็ดเลือดขาวชนิดลิมโฟไซต์ (lymphocytes) จะถูกกระตุ้น ซึ่งโดยปกติลิมโฟไซต์ร้อยละ 60-70 จะอยู่ในลำไส้ หมายความว่าการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันก็ขึ้นอยู่กับสมดุลของระบบประสาทด้วย ร่างกายของเราต้องรักษาสมดุลของการทำงานอย่างสอดคล้องกัน ระหว่างระบบประสาทซิมพาเทติกและระบบประสาทพาราซิมพาเทติก หากระบบประสาทชนิดใดชนิดหนึ่งทำงานติดต่อกันนานเกินไป ก็จะส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันและอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

    เราจะรักษาสมดุลระบบประสาทได้อย่างไร ?

    คำตอบก็คือ ใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบและเป็นไปตามจังหวะธรรมชาติทำงานเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น พักผ่อนเมื่อดวงอาทิตย์ตก นั่งพักสักครู่หลังอาหาร คนโบราณใช้ชีวิตตามจังหวะของธรรมชาติเช่นนี้มาหลายพันปีแล้ว การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ และระบบภูมิคุ้มกันต่างก็วิวัฒนาการมาจากวัฏจักรดังกล่าว แต่วิถีชีวิตของคนในปัจจุบันกลับละเลยกฎธรรมชาติ กินนอนไม่เป็นเวลา ออกกำลังกายหักโหมหรือออกกำลังกายไม่เพียงพอ และเครียดจัดทำให้ระบบประสาทอัตโนมัติเสียสมดุล เราควรทำความเข้าใจใหม่ว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ หากฝืนกฎธรรมชาติก็จะมีสุขภาพแข็งแรงยาก

    “เคล็ดลับ 7 ประการเพื่อสุขภาพที่แข็งแรง” (เคล็ดลับ 7 ประการ) ในการรักษาด้วยเอนไซม์บำบัดแบบชินยะ มีพื้นฐานอยู่บนการใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบและเป็นไปตามกฎธรรมชาติ หวังว่าทุกคนจะเข้าใจอย่างถูกต้อง

     

ฟอรั่ม ‘กระทู้สาระ’ ถูกปิดสำหรับกระทู้และข้อความตอบกลับใหม่