ลิ้นมังกร

ชื่อวงศ์ : DRACAENACEAE

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Sansevieria trifasciata Prain var. trifasciata

ชื่อสามัญ : Mother-in-law’s to

ชื่อพื้นเมืองอื่น : ว่านจะเข้ (เชียงใหม่) ; ว่านประหลาด (แพร่) ; กะสี่กือซอ, ปองื่อซอ, ปอมือปลา, เป้าสะม่าเพล (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) ; ลิ้นนาคราช, ลิ้นมังกร (กรุงเทพฯ) ; ว่านหางเสือ (ทั่วไป)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

ไม้ล้มลุก (ExH) มีลำต้นใต้ดิน ลักษณะหัวจะเป็นไหลเลื้อยแล้วแทงขึ้นเป็นกอเหนือดิน ทนทานต่อสภาพดินฟ้าอากาศที่ร้อนได้ดี

ใบ เป็นใบเดี่ยว ลักษณะใบรูปใบหอก ปลายใบเรียวแหลม ขอบใบเรียบ โคนใบสอบเรียว แผ่นใบหนาแข็งแรง มีสีเขียว มีลายขวางคล้ายลายเสือคล้ำออกดำ หรือบางชนิดมีสีเขียวลายขาว เขียวอมเหลือง หรือเขียวอมด่างเหลือง

ดอก ออกดอกเป็นช่อ โดย 1 ช่อ มีดอกจำนวนมากกระจายออกแบบช่อซี่ร่ม ไม่มีใบประดับรองรับ มีกลีบดอก 5 ดอก สีขาวหรือเขียวอ่อน

ผล จะมีลักษณะกลมโต เท่าเมล็ดข้าวโพด เมื่อผลสุกจะเป็นสีแดง

นิเวศวิทยา

มักขึ้นตามป่าบนเขาทั่วทุกภาคของประเทศไทย แต่นิยมปลูกทำรั้วล้อมต้นไม้อื่นหรือเป็นรั้วสำหรับทางเดินในบ้าน

การปลูกและขยายพันธุ์

เป็นพันธุ์ไม้ที่เจริญเติบโตได้ดีทั้งในที่ร่มและที่กลางแจ้ง ควรปลูกในดินร่วน ขยายพันธุ์ด้วยการแยกกอและตัดชำใบ

ประโยชน์ทางยา

รสและสรรพคุณในตำรายา

ใบ มีรสเย็น เป็นยาถอนพิษอักเสบ ปวดบวม แก้พิษตะขาบ แมงป่อง ถอนพิษต่าง ๆ โดยการโขลกแล้วพอกบาดแผล ซึ่งถือว่าเป็นว่านที่มีสรรพคุณในการถอนพิษได้ดี

วิธีและปริมาณที่ใช้

  • ถอนพิษต่าง ๆ โดยใช้ใบสดของว่านประมาณ 50-70 กรัม มาหั่นแล้วโขลกให้ละเอียดผสมกับเหล้าโรงพอประมาณ แล้วพอกบาดแผลหรือบริเวณที่โดนพิษ

ข้อควรทราบ

  • ว่านลิ้นมังกรมีอยู่ด้วยกัน 3 ชนิด คือ ชนิดใบสีเขียวยาว 1-2 ฟุต มีลายขวางคล้ายลายเสือ เป็นสีเขียว ๆ ขาว ๆ อีกชนิดใบจะโตขนาดเดียวกันและเหมือนกันแต่มีริมใบสองข้างเป็นสีเหลือง ชนิดที่ 3 ใบเล็กและสั้น ใบมีสีเขียวล้วนและมีลายดำทั้งใบ
กติกาข้อตกลงก่อนการแสดงความคิดเห็น
1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย, ส่อเสียด
2. ทุกความเห็นต้องไม่มีการดูหมิ่น, กล่าวหาให้ร้าย, สร้างความแตกแยก หรือ "กระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ"
3. ทางเว็บไซท์จะขอลบความคิดเห็นโดยทันที เมื่อความเห็นไม่เป็นไปตามข้อตกลง